มหานิยม “ยัน” เสนอสภาฯแก้กฎหมายยกเข่ง “เงินรัฐถวายวัดต้องไม่ผิด”

เรื่องเด่น

3 มี.ค. 2564 ที่อาคารรัฐสภาเกียกกาย นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เผยว่า วานนี้ตนได้เข้าไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เพื่อฟังศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนหมายเลขดำอท.254/2561 โดยอดีตพระพรหมดิลก(อดีตเจ้าคุณเอื้อน) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานครอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม จำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์คดีเพียงผู้เดียว โดยศาลอุทธรณ์ฯ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 1 ปีนั้น

ตามหลักพระธรรมวินัยมีกรอบข้อบังคับสำหรับการทุจริตโดยเฉพาะการยักยอกทรัพย์นั้น ในหมวดธรรม ปาราชิก 4 เป็นโทษร้ายแรงสำหรับพระ โดยการถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน “จะต้องขาดจากความเป็นพระ” จากที่เคยบวชเรียนมา ตนมั่นใจได้ว่าพระสงฆ์ที่ถวายชีวิตให้พระศาสนาโดยการบวชตลอดชีวิตพร้อม “ตาย” ในผ้าเหลือง โดยเฉพาะพระที่เป็น “พระอุปัชฌาย์” ด้วยแล้วไม่มีใครที่จะมาพลาดทำผิดในข้อหลักสำคัญที่เป็นพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ 

ลองมาเทียบตรรกะที่ผ่านมาเป็นพันปีที่พระพุทธศาสนายืนหยัดปลูกรากลงในแผ่นดินสุวรรณภูมิ สร้างคนให้เป็นคนดีมารุ่นต่อรุ่น ตั้งแต่เกิดแผ่นดินสยามมา “ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่เอาของไปถวายพระแล้วผิด” เพิ่งจะมีเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่สร้างชาติมา ตนอยากจะให้พุทธศาสนิกชนพึงฟังเป็นอุทาหรณ์ เมื่อเอาเงินไปถวายวัด… วัดก็ถือเป็นสมบัติกลางของชาติ… เอาเงินของชาติสร้างของให้ชาติ…แบบนี้ถือเป็นความผิด?!  พอไปตรวจสอบเงินก็เอาไปใช้ในงานของวัดครบแล้วมาอ้างว่าเป็นเงินทอน เรื่องนี้คงเป็นเรื่องกล่าวเล่าอ้างไปชั่วลูกชั่วหลาน! หากมาพิจารณาคดีนี้ที่ว่า…

“พระสนับสนุน เจ้าหน้าที่รัฐทุจริต” โดยเจ้าหน้าที่รัฐถวายโดยเขียนชื่องบประมาณผิดประเภท…

ข้อนี้ตามคำพิพากษาตนจะขอไม่ละเมิดอำนาจศาล แต่อยากจะให้พิจารณาข้อบกพร่องของกฎหมายที่ตนเห็นว่าควรจะต้องแก้ไข เพราะหากไม่แก้ ภิกษุสามเณรทั้งประเทศจะมีภัย! ตนยังไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาจะมีคดีที่คงค้างดังอดีตเจ้าคุณพรหมดิลกถูกฟ้องร้องอีกหรือไม่ เพราะธรรมเนียมชาวพุทธถือปฏิบัติกันมาในอดีต การให้โทษพระปฏิบัติดีก็เหมือนการถ่มน้ำลายรดฟ้า รังแต่จะให้โทษกับตนเองดังมีสอนในบทเจ็ดตํานาน สิบสองตํานาน มีตัวอย่างของนางจิญจมาณวิกา เป็นต้น ชาวพุทธจะรู้จักกันดี ทั้งนี้จากคดีความดังกล่าวหากมีผู้ประสงค์ร้ายที่เป็นบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาอันเป็น 1 ใน 3 สถาบันหลักของชาติ จ้องจะมาทำลายก็เพียงนำงบประมาณภาครัฐนำไปถวายพระหรือสร้างกระบวนการที่ทำให้พระหลงเชื่อหรือสร้างเหตุให้มีงบรัฐบาลไปอยู่ในวัดโดยอ้างว่าผิดวัตถุประสงค์ หากมีพยานหลักฐานที่สามารถอ้างต่อศาลภายหลังและศาลเชื่อในพยานหลักฐานนั้น

พระสงฆ์นั้นแม้จะมีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติมากเพียงใด ก็จะต้องถูกทำลายด้วยการตรากฎหมายที่วางไว้ไม่รัดกุม ทั้งนี้หากพิจารณาแล้วกฎหมายดังกล่าวอาจขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2560 อันถือเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์ใหญ่กว่า โดยระบุในมาตรา 67 ว่า “รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาฯ” โดยมีสาระสำคัญที่ระบุว่า “ต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย” สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญโดยตนเห็นว่ากรณีอดีตพระพรหมดิลก ไม่อาจจะปล่อยข้ามหรือปล่อยผ่านไป ทั้งนี้ตนจะเสนอต่อสภา เพื่อจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อพิจารณาแก้กฎหมายให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญตามมาตรา 67 เพื่อป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาข้างต้น ทั้งนี้ตนเห็นควรว่าอดีตพระพรหมดิลกควรยื่นต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาต่อไป ส่วนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯ จะพิจารณาทั้งในแง่ของการแก้กฎหมายต่างๆ รวมถึงผลักดันการให้ความรู้แก่พระภิกษุสงฆ์ในแง่กฎหมาย อีกทั้งทิศทางที่จะร่วมกันอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ดังพระมหากษัตริย์ในอดีต ที่มีการปฏิรูปการสังคายนาประไตรปิฎกและกรอบการปฏิบัติของพุทธบริษัทสี่ เป็นต้น 

1 thought on “มหานิยม “ยัน” เสนอสภาฯแก้กฎหมายยกเข่ง “เงินรัฐถวายวัดต้องไม่ผิด”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น