กมธฯ.เหมืองแร่ฯ สภาฯ ‘ฟันธง’ เล็งออกกฎหมายแร่ หลังลงพื้นที่เหมืองตะกั่ว จ.กาญจนบุรี

เรื่องเด่น

13 มีนาคม 2564 ณ ที่ว่าการอำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี นายประทวน สุทธิอำนวยเดช ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาการออกประทานบัตรเหมืองแร่ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ สภาผู้แทนราษฎร  นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค รองประธาน กรรมาธิการ นายอัฏฐพลโพธิพิพิธ กรรมาธิการฯและ ส.ส.เขต 5 จ.กาญจนบุรี  และคณะกรรมาธิการฯ  ได้เข้าร่วมประชุมกับ ตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ตัวแทนกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ตัวแทนกรมควบคุมมลพิษตัวแทนนายอำเภอทองผาภูมิ ตัวแทนสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ตัวแทน อบต.ชะแล

ประทวน สุทธิอำนวยเดช ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า ต้องแยกให้ได้ก่อนว่าความผิดพลาดในอดีตและสิ่งที่จะทำต่อในอนาคตว่า ทิศทางที่จะวางกรอบของกฎหมายและให้อำนาจหน้าที่ตามกรอบของการวางอำนาจตามฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งนี้ตนและคณะใช้เวลาได้เดินทาง 7 ชั่วโมง จากกรุงเทพฯ ถึงหมู่บ้านคลิตี้ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เฉพาเดินทางไปกลับก็ 14 ชั่วโมง ทั้งนี้คณะกรรมาธิการฯ ตั้งใจลงพื้นที่ในทุกภาคทั่วประเทศ ทั้งนี้การศึกษาจากประเด็นเหมืองตะกั่วที่หมู่บ้านคลิตี้นี้ จะนำไปสู่การย่อยข้อมูลเพื่อนำไปสู่ทิศทางการดำเนินการให้มีทางออกสำหรับทุกฝ่าย ให้สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน รวมถึงประโยชน์ที่จะได้ต่อฝ่ายเอกชน รัฐบาล และประเทศชาติ ที่คุ้มค่าที่สุด 

หากสร้างเหมืองแล้วได้ประโยชน์ก็ควรสร้างแต่หากสร้างเหมืองแล้วไม่ก่อประโยชน์ก็ควรคงไว้ดังเดิม ทั้งนี้คณะกรรมาธิการฯ หลังจากรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายแล้วจะนำไปศึกษาเพื่อให้ได้ประโยชน์ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยหากจะมีการสร้างเหมืองจริงจะต้องวางกฎหมายอย่างรอบคอบ นักลงทุนจะต้องมีความพร้อมทั้งงบประมาณและประสบการณ์ อีกทั้งระบบการที่ EIA และ EHIA จะต้องมีมาตรฐานปราศจากการทุจริตในทุกรูปแบบ เมื่อมีผลตอบแทนจากการสร้างเหมือนไม่ว่าจะเป็นรายได้จากค่าภาคหลวงแร่ ฝ่ายเอกชนจะตอบแทนและดูแลชุมชนในแง่ของ แรงงาน ความเป็นอยู่ การศึกษา สาธารณูประโภค ฯลฯ อย่างไรให้มีการอยู่ร่วมกันระหว่างเหมืองกับชุมชนอย่างมีความสุข สำหรับค่าภาคหลวงแร่ที่ภาครัฐได้รับนั้นควรจะมีการจัดสรร ให้ถึงกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบรวมถึงมวลรวมของประเทศอย่างไรให้เกิดการสมดุลและไม่มีเหลื่อมล้ำ สำหรับภาคราชการควรจะมีบทบาทรวมถึงอำนาหน้าที่รวมถึงความมีใจ (Service mind) ที่จะเข้าไปเป็นตัวกลางระหว่างภาครัฐและประชาชน ให้สามารถได้มาซึ่งประโยชน์อันสูงสุดกับประเทศชาติ

สำหรับความเป็นมาลำดับเหตุการณ์ “กรณีเหมืองแร่คลิตี้” ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 40 ปีก่อนหน้า กรณีการปนเปื้อนสารตะกั่ว ในลำห้วยคลิตี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2518 หรือเพียง 8 ปีภายหลังการเริ่มดำเนินกิจการของโรงแต่งแร่จากเหมืองตะกั่ว โดยโรงแต่งแร่แห่งนี้เป็นของบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นลำห้วยคลิตี้ ใกล้กับชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง หมู่ 3 ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ และหมู่ 4 ต.ชะแลอ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็น กลุ่มชาติพันธุ์เหรี่ยงโปว์ที่สืบอายุยาวนานมาหลายร้อยปี เมื่อชาวกะเหรี่ยงในชุมชนหลายคนพบเห็นการปล่อยน้ำเสียลงในลำห้วย ก่อนที่ต่อมาไม่นานจะพบว่าน้ำในลำห้วยมีความผิดปกติ “…มีโคลนดินใต้ท้องน้ำมากผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นฉุนอย่างรุนแรง น้ำเป็นสีน้ำตาลขุ่น เมื่อดื่มเข้าไปทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ เมื่ออาบน้ำหรือเล่นน้ำจะเกิดอาการคันตามตัว ปลาน้อยใหญ่ลอยตายเกลื่อนลำห้วย”

หลังจากนั้น ชาวบ้านคลิตี้ล่างได้พยายามค้นหาถึงสาเหตุของปัญหา ก่อนจะพบว่ามีการปล่อยน้ำ หางแร่จากโรงแต่งแร่เหนือหมู่บ้านลงในลำห้วยคลิตี้ จึงได้เริ่มร้องเรียนต่อทางเหมืองและโรงแต่งแร่ครั้งแรก ในปี 2521 ระหว่างปี 2532 – 2541 ประชาชนในหมู่บ้านมีอาการเจ็บป่วยอย่างผิดปกติ แต่คล้ายคลึงกัน คือ ถ่ายท้อง ปวดหัว ปวดกระดูก ชาตามร่างกาย บางรายตาบอดสนิท และเริ่มทยอยเสียชีวิต หญิงที่ตั้งครรภ์แท้งบุตร ทารกเกิดใหม่บางรายมีอาการผิดปกติด้านร่างกายและสมอง ขณะเดียวกันสัตว์เลี้ยงในหมู่บ้านโดยเฉพาะควายได้ล้มตายลงเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ตายด้วยอาการล้มชักน้ำลายฟูมปาก ปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทำให้ชาวคลิตี้ล่างรวมตัวกันส่งตัวแทนชุมชนไปเจรจากับโรงแต่งแร่หลายครั้ง รวมทั้งปรึกษากับหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงาน แต่ปัญหาก็ยังไม่รับการแก้ไข

จนกระทั่งในเดือนเมษายน 2541 ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาซึ่งเข้าไปพบปัญหา ได้ร้องเรียนไปยังกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รับรู้ในสาธารณะจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ภายหลังการร้องเรียน คพ. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และพบการปนเปื้อนสารตะกั่วในน้ำ ตะกอนดิน ท้องน้ำ และในสัตว์น้ำ โดยเฉพาะจุดที่อยู่ใต้โรงแต่งแร่คลิตี้ลงไป โดยสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมใน ห้วยคลิตี้ที่ตรวจพบในปี 2541 คือ บริเวณใต้โรงแต่งแร่คลิตี้ พบการปนเปื้อนสารตะกั่วในน้ำในรูปของตะกั่วทั้งหมด (Total Lead) เกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน และพบตะกอนดินท้องน้ำปนเปื้อนสารตะกั่วในระดับสูงมาก สัตว์น้ำมีการสะสมสารตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานอาหารให้มีสารปนเปื้อนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (2529) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยพบว่า ปลามีปริมาณตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานอาหารให้มีสารปนเปื้อน 6 – 82 เท่า มีปริมาณตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานฯ 125 เท่า และกุ้ง มีปริมาณตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 130 เท่า

ต่อมาในปี 2542 ได้มีการตรวจติดตามสุขภาพของประชาชนในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง โดยหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ กรมอนามัย ซึ่งการตรวจเลือดเพื่อหาระดับสารตะกั่วในเลือด ครั้งนี้พบว่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีระดับสารตะกั่วในเลือดสูง โดยเด็กอายุ 0-6 ปี มีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 23.56 มิลลิกรัม/เดซิลิตร, เด็กอายุ 7-15 ปี มีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 28.30 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป มีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 26.31 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขณะที่ค่าเฉลี่ยจากการสำรวจระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ยของคนไทยทั่วไปเมื่อปี 2538 – 2539 โดยกองอาชีวอนามัย อยู่ที่ 4.29 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และต่อมา พญ.อรพรรณ เมธาดิลกกุล ได้ออกใบรับรองแพทย์ให้ผู้ป่วยบางรายในหมู่บ้านว่า “เป็นโรคพิษสารตะกั่ว” ขณะที่น้ำในลำห้วยยังคงเป็น สีดำแดงในปีเดียวกัน บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ปิดกิจการลง 22 พฤษภาคม 2543 คพ. ซึ่งยังคงเฝ้าติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รวมถึงกระบวนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ก็พบว่าในลำห้วยยังคงมีสารตะกั่วปนเปื้อนในปริมาณสูง

ในปี 2544 ได้มีการปิดเหมืองแร่ตะกั่วลงอย่างถาวร

2 ปีถัดมา สาธารณสุขอนามัยเกริงกระเวีย ได้เข้าไปปิดประกาศ “งดบริโภคน้ำและปลาในลำห้วยชั่วคราว” เพื่อเตือนมิให้ใช้น้ำและจับสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2545

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งชาวคลิตี้ล่างจำนวน 8 คนที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกอาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี และแพทย์บ่งชี้ว่าทั้ง 8 คนป่วยจากพิษสารตะกั่วเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม การรักษาที่ถูกต้องทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีระดับตะกั่วในเลือดลดลง และสุขภาพดีขึ้น

30 มกราคม 2546 ผู้ป่วย 8 คนที่แพทย์รับรองว่าเป็นป่วยจากพิษสารตะกั่ว ได้ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่ง ต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเอาผิดกับบริษัทเอกชนผู้ก่อมลพิษ

พ.ศ. 2547 ตัวแทนชาวบ้านคลิตี้ 22 คน ยื่นฟ้อง คพ. ต่อศาลปกครองกลาง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าในการฟื้นฟูลำห้วย

19 ตุลาคม 2550 ชาวบ้านคลิตี้ล่างรวม 151 คน ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวกรวม 7 คน เป็นจำเลยที่ 1- 7 ในข้อหาหรือ ฐานความผิดละเมิดตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เป็นคดีแพ่ง หมายเลขดำที่2659/2550 หมายเลขแดงที่ 1290/2553 เรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,041,952,000 บาท พร้อมทั้งขอให้จำเลยรับผิดชอบในการฟื้นฟูขจัดมลพิษในลำห้วยคลิตี้

2550 ศาลอุธรณ์ภาค 7 (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) ได้มีคำพิพากษาตัดสินให้บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 8 คนเป็นจำนวนเงิน 29,551,000 บาท จากนั้นได้มีชาวบ้านคลิตี้อีก 151 คน ยื่นฟ้องบริษัทฯ

2551 ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาว่า คพ. ล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ฟื้นฟูหรือระงับการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วย และให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 743,226 บาท จากนั้นคดีได้ขึ้นสู่ชั้นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

20 ธันวาคม 2553 ศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ชาวคลิตี้ล่างจำนวน 151 คน เป็นเงินรวมกันทั้งสิ้น 36,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับจากวันฟ้อง “จากการที่จำเลยปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารตะกั่วลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้าน จนทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเรื้อรัง และไม่สามารถใช้สอยลำห้วยได้เหมือนเดิม” นอกจากนี้ยังให้จำเลยดำเนินการฟื้นฟูหรือขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไป “หากจำเลยไม่ยอมดำเนินการ ให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการเองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย”

2554 ศาลอุธรณ์ภาค 7 (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) ได้พิพากษาให้บริษัทผู้ก่อมลพิษ และกรรมการ จ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน 36,050,000 บาท ฐานเป็นผู้ก่อมลพิษ 7 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมมีคำพิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้น ในประเด็นเรื่องการกำหนดค่าเสียหาย แต่ในประเด็นเรื่องการฟื้นฟูลำห้วยศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย “โดยเห็นว่า พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ ไม่ได้บัญญัติให้ประชาชนทั่วไปเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับเอกชนผู้ก่อมลพิษดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูลำห้วยได้โดยตรง แต่เป็นอำนาจของกรมควบคุมมลพิษที่จะบังคับตามกฎหมายให้ผู้ก่อมลพิษฟื้นฟูลำห้วย หากผู้ก่อมลพิษไม่ทำ”

10 มกราคม 2556 ศาลปกครองสูงสุด ได้คำพิพากษาให้ คพ. ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 22 ราย รายละ 177,199.55 บาท และให้ติดตามตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลา 1 ปี พร้อมทั้งให้กำหนดแผนหรือแนวการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ จนกว่าค่าสารตะกั่วในน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำ ในลำห้วยคลิตี้อยู่ในระดับไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี รวมถึงต้องแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบโดยวิธีการเปิดเผยทำให้ คพ. ต้องจ่ายค่าชดเชยและทำโครงการกำหนดแนวทางฟื้นฟูลำห้วย (ระยะที่ 1) พร้อมให้ศูนย์วิจัยด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและสารอันตราย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ศึกษาแนวทางฟื้นฟูมานำเสนอในเดือนกันยายน 2556 โดยมีกรอบทำงาน 120 วัน

27 สิงหาคม 2556 คพ. รับอนุมัติงบประมาณประจำปี 2556 เป็นงบกลางวงเงิน 11,850,000 บาท ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อใช้ดำเนินโครงการกำหนดแนวทางฟื้นฟู ลำห้วยคลิตี้ จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว แต่เงินจำนวนนี้ก็เป็นเพียงเงินในการศึกษาแนวทางในการฟื้นฟูเท่านั้น แม้คำพิพากษาจะผ่านมากว่า 8 เดือนแล้ว แต่ไม่มีทีท่าทีว่าจะมีการลงมือฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ทั้งที่เคย มีแผนการจะฟื้นฟูแล้วตั้งแต่ปี2541 ในช่วงต้นที่ คพ. ได้ทราบเรื่อง โดยการทำทางน้ำอ้อมเพื่อดูดตะกอนตะกั่วออก ใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท แต่ก็ระงับไปเมื่อบริษัทผู้ก่อมลพิษไม่ให้ความร่วมมือ

19 มกราคม 2558 คพ. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว เป็นครั้งที่ 3 ภายหลังจากที่ได้ว่าจ้างให้ มข. ทำการศึกษาและจัดทำแนวทางการฟื้นฟู แต่ในครั้งนี้ไม่มีการรับความคิดเห็นจากหน่วยงานและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องจากส่วนกลางเช่นครั้งก่อนๆ และเป็นการลงพื้นที่ไปจัดรับฟังความคิดเห็นเฉพาะหมู่บ้านคลิตี้บนเท่านั้น ในขณะที่ครั้งที่ผ่านๆ มาจัดรับฟังความคิดเห็นที่หมู่บ้านคลิตี้ล่างด้วย ในวันเดียวกัน วิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดี คพ. เปิดเผยว่า คพ. ได้ทำคำของบประมาณปี2559 จำนวน 590 ล้านบาท เพื่อการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้และพื้นที่ที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนปริมาณสูงและนำไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งได้ทำร่างขอบเขตการว่าจ้างไว้แล้วเพื่อเร่งดำเนินการฟื้นฟูให้เร็วยิ่งขึ้น และมีคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ได้แต่งตั้งคณะทำงานวิชาการเพื่อเสนอแนะแนวทางการฟื้นฟูห้วยคลิตี้ ประกอบด้วยนักวิชาการที่เสนอจากภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆเพื่อพิจารณาแนวทางและวิธีการฟื้นฟูห้วยคลิตี้จากผลการศึกษาของ คพ. ที่ว่าจ้าง มข. ให้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด

“พื้นที่ทำบ่อฝังกลบเพื่อรองรับตะกอนดินปนเปื้อนสารตะกั่วที่ได้จากการขุดลอกตะกอนท้องน้ำจากลำห้วยคลิตี้และพื้นดินที่ปนเปื้อนสารตะกั่ว จะสร้างในพื้นที่บริเวณใกล้กับเหมืองบ่องาม ตำบล ชะแล อำเภอทองผาภูมิจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งเดิมของตะกั่วและปัจจุบันไม่มีประชาชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใกล้เคียงสำหรับบ่อฝังกลบนี้จะก่อสร้างเป็นหลุมฝังกลบแบบปลอดภัยในพื้นที่ซึ่งสามารถรองรับปริมาณตะกอนดินที่ปนเปื้อนสารตะกั่วได้ประมาณ 110,000 ลูกบาศก์เมตร”

นอกจากนี้ อธิบดี คพ. ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภายใต้แผนฯ มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องที่ต้องดำเนินการ คือ การก่อสร้างหลุมฝังกลบแบบปลอดภัย, การขุดลอกตะกอนดินและดินปนเปื้อน, การขนส่งตะกอนดินและดินที่ปนเปื้อนไปกำจัดยังหลุมฝังกลบแบบปลอดภัย, การก่อสร้างฝายดักตะกอนเพิ่มเติม จำนวน 2 แห่ง และการปกคลุมพื้นที่ปนเปื้อนรอบโรงแต่งแร่ด้วยดินสะอาด ซึ่งคาดการณ์ว่าจะดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปีตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยปีแรกต้องจัดทำบ่อฝังกลบให้แล้วเสร็จ และขุดลอกตะกอนบางส่วนไปฝังกลบ

5 สิงหาคม 2558 ชาวบ้านชุมชนคลิตี้และศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ได้เข้ายื่นหนังสือต่อรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ให้เร่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหาย โดยศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงฯ ได้เสนอหลักการในการฟื้นฟู 7 ข้อ คือ

1) การฟื้นฟูต้องมีเป้าหมาย เพื่อให้ชาวบ้านคลิตี้กลับมาใช้น้ำ ใช้ดิน กินปลา ได้ดังเดิม

โดยปราศจากมลพิษ

2) ค่าตะกั่วในดินบริเวณโดยรอบห้วยคลิตี้ต้องไม่เกินค่ามาตรฐาน

3) การฟื้นฟูต้องดูดตะกอนในลำห้วยและขุดลอกริมตลิ่งและใกล้เคียงลำห้วยที่มีการปนเปื้อนตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน โดยเริ่มตั้งแต่บริเวณโรงแต่งแร่ และพื้นที่ใกล้เคียงลงมาตามลำน้ำ

4) เร่งฟื้นฟูและเยียวยาบริเวณหมู่บ้านคลิตี้ล่าง เช่น บริเวณโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สนามเด็กเล่นเนื่องจากมีตะกั่วในดินปนเปื้อนในสนามที่น้ำท่วมถึง 3,906 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

5) ตะกอนและดินที่ปนเปื้อนตะกั่ว ต้องได้รับการกำจัดอย่างของเสียอุตสาหกรรมและมีการปรับเสถียร

6) ต้องจัดให้มีกลไกการตรวจสอบประเมินผลโดยคณะกรรมการที่ชุมชน นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนมีส่วนร่วม

7) เยียวยาชุมชนคลิตี้ล่างโดยจัดน้ำสะอาดให้ชาวบ้านทั้งอุปโภคบริโภค อย่างเพียงพอ

ระหว่างวันที่ 5 – 8 สิงหาคม 2558 จงจิตร์ นีรนาทเมธีกุล รองอธิบดี คพ. และทีมงาน ได้ร่วมกับคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้รวมทั้งมีการร่วมประชุมและนำเสนอรายละเอียดของกิจกรรมในแผนฟื้นฟูสำหรับปี 2559

22 มกราคม 2559 วิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้แถลงผลความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ โดยระบุว่าแผนแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคมนี้ จากนั้นจะนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือบอร์ดสิ่งแวดล้อมตามลำดับขั้นตอน ก่อนจะจัดซื้อจัดจ้างในเดือนมีนาคม ทั้งนี้ ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการคือ ได้มีการลงพื้นที่เพื่อวางแผนร่วมกับชุมชน โดยจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีร่วมกับภาคประชาชน และอยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่จากทางพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำโจน และพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) จ.กาญจนบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาตของทางหน่วยงานดังกล่าวคาดว่าจะได้ลงมือดำเนินการตามแผนในเดือนเมษายนปีนี้

แม้ คพ. จะประชาสัมพันธ์การเตรียมการฟื้นฟูและมีการลงพื้นที่ที่ทำให้ชาวคลิตี้มีความหวังว่าพื้นที่ปนเปื้อนจะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่ความเหมาะสมของแผนฟื้นฟูก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่า ต่อประเด็นนี้ สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ได้ให้ความเห็นว่า ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาสั่งให้กรมควบคุมมลพิษ เร่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ภายใน 3 เดือน แต่ คพ. มีความล่าช้าในการดำเนินงานจนผ่านไป 3 ปี จึงสามารถเริ่มได้ อีกทั้งชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบกลับไม่ได้รับทราบแผนและรายละเอียดโครงการในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่วเลย แม้จะมีการตั้งให้ชาวบ้านเป็นคณะกรรมการไตรภาคี แต่เมื่อไม่มีรายละเอียดโครงการก็ไม่ทราบจะติดตามได้อย่างไร ทั้งนี้ ชาวบ้านต้องการให้ฟื้นฟูจนสามารถกลับไปใช้น้ำและจับสัตว์น้ำกินได้ดังเดิม ไม่ควรนำสิ่งปนเปื้อนไปฝังกลบไว้ในพื้นที่เหนือลำห้วยคลิตี้เพราะหากมีการรั่วไหลจะลงสู่ลำห้วยคลิตี้โดยตรงและกลับมาสู่หมู่บ้าน แต่ต้องนำไปกำจัดอย่างถูกต้องโดยบริษัทผู้รับกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรม เนื่องจากกรมควบคุมเคยตรวจสอบพบว่าเป็นสารพิษจากอุตสาหกรรมและนำออกไปกำจัดภายนอกแล้ว 4 หลุม และในระหว่างที่การฟื้นฟูลำห้วยยังไม่เสร็จสิ้น คพ. ต้องเยียวยาจัดน้ำสะอาดและอาหารแทนการบริโภคสัตว์น้ำ

14 กรกฎาคม 2559 ศาลจังหวัดกาญจนบุรี อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) ให้บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 1 และนายคงศักดิ์ กลีบบัว จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้ชาวบ้าน 8 คน เป็นค่าเจ็บป่วย ค่ารักษาในอนาคต เป็นเงินกว่า 20 ล้านบาท พร้อมกับให้ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาใช้ได้ดั้งเดิม จากที่ถูกยื่นฟ้องในข้อหาละเมิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535

3 สิงหาคม 2559 การฟื้นฟูลำห้วยคลิติต้องชะงักลงอีกครั้ง เมื่อ คพ. สั่งยกเลิกการประกวดราคากลาง เนื่องจากมีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียงรายเดียว ต่อกรณีนี้ คพ. ได้ยืนยันว่าการยกเลิกการประกวดราคาจะไม่ส่งผลต่อแผนดำเนินงานที่วางไว้ 13 กันยายน 2559 หลังคำพิพากษาศาลฎีกา (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) เมื่อ 2 เดือนก่อนหน้าประชาชนผู้ฟ้องคดีชุดแรกรับเงินชดเชยจากพิษตะกั่วคลิตี้ หลังต่อสู้คดีมานานกว่า 13 ปี โดยแต่ละรายจะได้รับเงินชดเชยคนละ 2-3 ล้านบาท ขณะที่ยังมีคดีที่ประชาชนอีก 151 รายได้ยื่นฟ้องร้องบริษัทฯ และกรรมการบริษัทที่เกี่ยวข้อง ในฐานความผิดเดียวกัน โดยเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินกว่าหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้ง 151 ราย เป็นเงิน 36 ล้านบาท และคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา 11 กันยายน 2560 ที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ จำกัด (ประเทศไทย) จ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้านคลิตี้ล่าง จ.กาญจนบุรี 151 คน เป็นเงินรวม 36,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับจากวันฟ้องร้องคือ 19 ตุลาคม 2550 ฐานละเมิด พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ปล่อยปละเลยให้สารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันการดำเนินการต่างๆ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมควบคุมมลพิษ

สำหรับโครงการฟื้นฟูลําห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนตะกั่ว จังหวัดกาญจนบุรี ได้รับจัดสรรงบประมาณ ผูกพันระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 – 2563 จํานวน 452 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน อีกจํานวน 8.8 ล้านบาท มีกําหนดระยะเวลาดําเนินการ 1,000 วัน โดยได้เริ่มทํางานตามสัญญาจ้างตั้งแต่ วันที่ 16 พฤศจิกายน2560 กําหนดสิ้นสุดสัญญาจ้าง วันที่ 11 สิงหาคม 2563 และได้ขยายระยะเวลาการ ดําเนินงานออกอีก 82 วัน(เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19) จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 รวมเป็น ระยะเวลาการดําเนินงานทั้งสิ้น1,082 วัน มีกิจกรรมหลักที่ดําเนินการ ประกอบด้วย 1) การสํารวจ วางแผนการดําเนินงาน และกําหนดมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการดําเนินงาน 2) การก่อสร้าง หลุมฝังกลบแบบปลอดภัยพร้อมองค์ประกอบ 3) การฟื้นฟูลําห้วยคลิตี้ด้วยการดูดตะกอน 4) การฟื้นฟูพื้นที่ รอบโรงแต่งแร่เดิม 5) การก่อสร้างฝายดักตะกอน 6) การปรับปรุงถนน 7) งานในข้อกําหนดทั่วไป และ 8) งานเบ็ดเตล็ด

ข้อมูลประทานบัตร คำขอต่างๆ และใบอนุญาตต่างๆ ในเขตท้องที่ ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

1. ข้อมูลประทานบัตร

1.1 ประทานบัตรที่ 11545/11339 ของบริษัท กาญจนบุรีเอกซ์โพลเรชั่นแอนด์ไมนิ่ง จำกัด ชนิดแร่ตะกั่ว เนื้อที่ 70 ไร่ 2 งาน 55 ตารางวา มีอายุ 21 ปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2515 สิ้นอายุวันที่ 11 มิถุนายน 2539 ปัจจุบันประทานบัตรแปลงนี้ได้สิ้นอายุไปแล้ว

1.2 ประทานบัตรที่ 15877/13649 ของบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชนิดแร่ตะกั่ว เนื้อที่ 299 ไร่ 1 งาน 94 ตารางวา โดยวิธีเหมืองอุโมงค์ มีอายุ 12 ปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2527 สิ้นอายุวันที่ 26 กรกฎาคม 2539 ปัจจุบันประทานบัตรแปลงนี้ได้สิ้นอายุไปแล้ว

1.3 ประทานบัตรที่ 14577/11998 ของบริษัท ผลแอนด์ซัน จำกัด ชนิดแร่ตะกั่ว เนื้อที่ 295ไร่ 1 งาน 11 ตารางวาโดยวิธีเหมืองหาบ มีอายุ 25 ปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2520 สิ้นอายุวันที่ 14 ธันวาคม 2545 ปัจจุบันประทานบัตรแปลงนี้ได้สิ้นอายุไปแล้ว

1.4 ประทานบัตรที่ 14576/11997 ของบริษัท ผลแอนด์ซัน จำกัด ชนิดแร่ตะกั่ว เนื้อที่ 285 ไร่ 3 งาน 09 ตารางวาโดยวิธีเหมืองหาบ มีอายุ 25 ปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2520 สิ้นอายุวันที่ 15 ธันวาคม 2545 ปัจจุบันประทานบัตรแปลงนี้ได้สิ้นอายุไปแล้ว

2. ข้อมูลใบอนุญาตต่างๆ

2.1 ใบอนุญาตแต่งแร่ที่ 2/2537 ของบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ใบอนุญาตมีอายุถึงวันที่3 ตุลาคม 2543 ปัจจุบันใบอนุญาตนี้สิ้นอายุไปแล้ว

2.2 ใบอนุญาตเททิ้งมูลดินทราย หมายเลขหลักหมายเขตที่ 015877 ของบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์(ประเทศไทย) จำกัด ปัจจุบันใบอนุญาตนี้สิ้นอายุไปแล้ว

2.3 คำขอใบอนุญาตแต่งแร่ที่ 1/2538 หมายเลขหลักหมายเขตที่ 0028431 ของบริษัท ตะกั่ว- คอนเซนเตรทส์(ประเทศไทย) จำกัด ปัจจุบันคำขอใบอนุญาตนี้สิ้นอายุไปแล้วพร้อมประทานบัตร

3. ข้อมูลคำขอต่างๆ ในปัจจุบัน ที่ ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ดังนี้

3.1 คำขอประทานบัตร จำนวน 7 คำขอ ดังนี้

3.1.1 คำขอประทานบัตรที่ 63/2523 ของบริษัท กาญจนบุรีเอ็กโพลเรชั่น แอนด์ไมนิ่ง (เค็มโก) จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี เนื้อที่ 208 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวา ปัจจุบันผู้ขอฯ แจ้งดำเนินการคำขอประทานบัตรดังกล่าวต่อ

3.1.2 คำขอประทานบัตรที่ 37/2526 ของบริษัท กาญจนบุรีเอ็กโพลเรชั่น แอนด์ไมนิ่ง (เค็มโก) จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี เนื้อที่ 174 ไร่ 1 งาน 04 ตารางวา ปัจจุบันผู้ขอฯ แจ้งดำเนินการคำขอประทานบัตรดังกล่าวต่อ

3.1.3 คำขอประทานบัตรที่ 18/2540 ของบริษัท บ่อใหญ่ไมนิ่ง จำกัด ชนิดแร่ตะกั่ว เนื้อที่ 157 ไร่ 3 งาน 02 ตารางวา ปัจจุบันผู้ขอฯ แจ้งดำเนินการคำขอประทานบัตรดังกล่าวต่อ

3.1.4 คำขอประทานบัตรที่ 19/2540 ของบริษัท บ่อใหญ่ไมนิ่ง จำกัด ชนิดแร่ตะกั่ว เนื้อที่ 157 ไร่ 0 งาน 49 ตารางวา ปัจจุบันผู้ขอฯ แจ้งดำเนินการคำขอประทานบัตรดังกล่าวต่อ

3.1.5 คำขอประทานบัตรที่ 1/2548 ของบริษัท สินสยามโลหะกิจ จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี เนื้อที่ 299 ไร่ 0 งาน 87 ตารางวา

3.1.6 คำขอประทานบัตรที่ 2/2548 ของบริษัท สินสยามโลหะกิจ จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสีเนื้อที่ 291 ไร่ 3 งาน 54 ตารางวา

3.1.7 คำขอประทานบัตรที่ 10/2550 ของบริษัท บ่อใหญ่ไมนิ่ง จำกัด ชนิดแร่สังกะสี เงิน และตะกั่ว เนื้อที่ 89 ไร่ 3 งาน 04 ตารางวา ปัจจุบันผู้ขอฯ แจ้ง

ดำเนินการคำขอประทานบัตรดังกล่าวต่อ

3.2 คำขอประทานบัตรเหมืองใต้ดิน จำนวน 5 คำขอ ดังนี้

3.2.1 คำขอประทานบัตรเหมืองใต้ดินที่ 3/2555 ของบริษัท บ่อใหญ่ไมนิ่ง จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.2.2 คำขอประทานบัตรเหมืองใต้ดินที่ 1/2559 ของบริษัท บ่อใหญ่ไมนิ่ง จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.2.3 คำขอประทานบัตรเหมืองใต้ดินที่ 1/2560 ของบริษัท บ่อใหญ่ไมนิ่ง จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.2.4 คำขอประทานบัตรเหมืองใต้ดินที่ 2/2560 ของบริษัท บ่อใหญ่ไมนิ่ง จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.2.5 คำขอประทานบัตรเหมืองใต้ดินที่ 3/2560 ของบริษัท บ่อใหญ่ไมนิ่ง จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.3 คำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ จำนวน 6 คำขอ ดังนี้

3.3.1 คำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ที่ 1/2546 ของบริษัท สินสยามโลหะกิจ จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสีเนื้อที่ 795 ไร่

3.3.2 คำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ที่ 3/2546 ของนางอุไรวรรณ อดิศรางกูร ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี เนื้อที่760 ไร่

3.3.3 คำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ที่ 6/2546 ของบริษัท ฟีนิกซ์กรุงเทพ เอ.เอ็ม. จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี เนื้อที่ 1,130 ไร่

3.3.4 คำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ที่ 2/2550 ของบริษัท อิทธิบาทไมนิ่ง จำกัด ชนิดแร่ตะกั่ว เนื้อที่ 894 ไร่

3.3.5 คำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ที่ 3/2550 ของนางสาววิลาวัลย์ วิศาลการัณย์ ชนิดแร่ตะกั่ว เนื้อที่1,250 ไร่

3.3.6 คำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ที่ 4/2550 ของ พ.อ.จิระยุส จันทน์อาภรณ์ ชนิดแร่ตะกั่ว เนื้อที่ 1,250 ไร่

3.4 คำขออาชญาบัตรพิเศษ จำนวน 9 คำขอ ดังนี้

3.4.1 คำขออาชญาบัตรพิเศษที่ 1/2557 ของบริษัท เมทัล ไทเกอร์ เอ็คโปลเรชั่น จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.4.2 คำขออาชญาบัตรพิเศษที่ 1/2559 ของบริษัท เมทัล ไทเกอร์ เอ็คโปลเรชั่น จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.4.3 คำขออาชญาบัตรพิเศษที่ 2/2559 ของบริษัท เมทัล ไทเกอร์ เอ็คโปลเรชั่น จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.4.4 คำขออาชญาบัตรพิเศษที่ 4/2559 ของบริษัท เมทัล ไทเกอร์ เอ็คโปลเรชั่น จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.4.5 คำขออาชญาบัตรพิเศษที่ 5/2559 ของบริษัท เมทัล ไทเกอร์ เอ็คโปลเรชั่น จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.4.6 คำขออาชญาบัตรพิเศษที่ 6/2559 ของบริษัท เมทัล ไทเกอร์ เอ็คโปลเรชั่น จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.4.7 คำขออาชญาบัตรพิเศษที่ 7/2559 ของบริษัท เมทัล ไทเกอร์ เอ็คโปลเรชั่น จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.4.8 คำขออาชญาบัตรพิเศษที่ 8/2559 ของบริษัท เมทัล ไทเกอร์ เอ็คโปลเรชั่น จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

3.4.9 คำขออาชญาบัตรพิเศษที่ 1/2557 ของบริษัท เมทัล ไทเกอร์ เอ็คโปลเรชั่น จำกัด ชนิดแร่ตะกั่วและสังกะสี

1 thought on “กมธฯ.เหมืองแร่ฯ สภาฯ ‘ฟันธง’ เล็งออกกฎหมายแร่ หลังลงพื้นที่เหมืองตะกั่ว จ.กาญจนบุรี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *